ประทับใจมากๆครับ ตั้งแต่ตอนที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งแรกในโรงภาพยนตร์ปีก่อน
จนมาวันนี้ ก็ได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้อีกครั้งผ่านทางจอแก้วของ ช่อง HBO
ถึงแม้จะเป็นครั้งที่สอง แต่ความรู้สึกประทับใจ ยิ่งทวีคูณ!!
จนต้องนำมาเขียนลง review เพื่อบอกต่อเพื่อนๆให้มีโอกาสได้ดูกัน
แล้วจะรู้ว่า "ความพยายาม" ที่เค้า "พยายาม" กันจริงๆนั้น....มันขนาดไหน!!
เทียบกับตัวเอง ที่เคยเหนื่อยจากการเรียน การทำงาน ที่ผ่านมานั้น เมื่อได้ดูเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่ามันช่างจิ๊บจ๊อยไปเลย
ดูแล้วเกิดกำลังใจในการดำเนินชีวิต และซาบซึ้งกับประโยคที่ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จมันอยู่ที่นั่น" จริงๆ
บทความต่อไปนี้นำมาจาก
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tiktok&month=03-2007&group=6หนังได้รับแรงบันดาลใจมาจากชีวิตจริง ของโบรกเกอร์ผู้โด่งดังและเป็นสัญลักษณ์ของนักต่อสู้กับชีวิตแบบอเมริกันชนคนหนึ่ง** อย่าง คริส การ์ดเนอร์
The Pursuit of Happyness พาเรากลับไปยังช่วงเวลาอันยากลำบากของการ์ดเนอร์ เป็นเวลาที่เขายังเป็นเซลส์แมนขายเครื่องสแกนกระดูกอยู่ หลังจากมีกระแสว่าเจ้าเครื่องสแกนที่หนักหลายสิบกิโลกรัมนี้ จะกลายมาเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงการแพทย์ในยุค 1980 การ์ดเนอร์ก็ทุ่มเงินทั้งหมดที่มีซื้อเจ้าเครื่องนี้มาเก็บไว้ หลังจากขายไปได้ครึ่งหนึ่ง เขาได้พบว่า วงการแพทย์ไม่ได้คิดเหมือนเขาสักเท่าไหร่
และนั่นนำมาสู่ภาวะยากไร้ของครอบครัว ภาวะที่เหมือนว่าจะไม่ได้ยากไร้แค่เงิน แต่ขณะเดียวกันการไม่มีเงินมาชำระค่าเช่าบ้าน ภาษี ค่าปรับที่จอดรถ ค่าพี่เลี้ยงเด็ก มันนำมาสู่ภาวะยากไร้ทางความสุขด้วย
ฉันชอบประโยคหนึ่งของหนัง เป็นประโยคที่ในวันอันยากไร้ การ์ดเนอร์ได้ตั้งคำถามต่อคำประกาศอิสรภาพของอเมริกา*** (The Declaration of Independence) ที่โธมัส เจฟเฟอร์สัน (ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของอเมริกา และเป็นผู้ร่างคำประกาศอิสรภาพ แยก 13 รัฐต่างๆ ของอเมริกาในขณะนั้น ออกจากบริเตนใหญ่ หรืออังกฤษในปัจจุบัน) เขียนเอาไว้ ว่า ทำไมในคำประกาศอิสรภาพอันยิ่งใหญ่ที่เป็นไปเพื่อผลทางการเมือง ที่ถึงได้เอ่ยถึงคำว่า “แสวงหาความสุข” (the pursuit of Happiness) เคียงคู่ไปกับคำว่า ชีวิต (Life) และ เสรีภาพ (Liberty )?
และที่สำคัญ ทำไมข้างหน้าของคำว่า “ความสุข” (Happiness) ถึงต้องมีคำว่า “แสวงหา” (Pursuit) วางตัวอยู่?
“หรือจริงๆ แล้ว หนึ่งในประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา กำลังจะบอกเราว่า ความสุขเป็นสิ่งที่เราต้องแสวงหา?” – อยู่ๆ น้ำตาฉันก็ไหลลงมาเมื่อความคิดแล่นมาถึงตรงนี้
ใช่...ในวันที่ยากไร้ซึ่งความสุข เหลียวมองไปทางไหนก็ไม่พบเจอสิ่งสำคัญสิ่งนี้ บางที มันอาจเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกผู้คนที่ควรออกแสวงหา
จริงที่ว่า โลกมีคำกล่าวประเภท “ความสุขอยู่รอบตัวเรา” มันอยู่ในอากาศที่เราหายใจเข้าไป อยู่ในน้ำใจของคนข้างบ้าน อยู่ในดอกไม้ที่กำลังบาน หรืออยู่แม้กระทั่งในเสียงก่นด่า—เพราะมันยืนยันว่าเรายังมีชีวิตอยู่
แต่...ง่ายเกินไปไหมที่จะคิดอย่างนั้น ในวันที่เราก็รู้ว่าดอกไม้ไม่ได้บาน และพายุก็กำลังพัดบ้านให้แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ?
ถ้าวันนั้นคริส การ์ดเนอร์ตายใจว่าความสุขลอยอยู่รอบตัว แล้วไม่พยายามที่จะยื่นมือออกไปไขว่คว้าแสวงหา—เพื่อลูกและตัวเอง ผ่านการต่อสู้อย่างหนัก ตอนกลางวันต้องไปฝึกงานเป็นโบรกเกอร์ เรียนรู้ที่จะไม่วางหูโทรศัพท์แต่เลือกที่จะใช้มือกดตัดสัญญาณแทนเพราะมันทำให้เขาประหยัดเวลาได้วันละ 8 นาที จะได้เอาเวลานั้นวิ่งไปจับจองห้องพักในบ้านพักของคนจรจัด (House of Homeless) ให้ทัน เพื่อลูกรักจะได้มีที่หลับนอนในตอนกลางคืนอันเหน็บหนาว
บางทีถ้าการ์ดเนอร์ไม่แสวงหาและสู้ยิบตาอย่างนั้น เราอาจเห็นข่าวพาดหัวพ่อนอนกอดลูกตายอยู่ข้างถนนในซานฟรานซิสโกไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981 แล้วก็ได้
หรือโหดร้ายกว่านั้น มันอาจไม่มีแม้กระทั่งพาดหัว หรืออาจไม่มีใครรับรู้ว่าพวกเขาจากไปเลยก็ได้
แต่เพราะการ์ดเนอร์ก็เชื่อเหมือนที่ โธมัส เจฟเฟอร์สันเชื่อว่า คำว่า Happiness ที่ถูกต้อง น่าจะเป็น Happiness ที่มีคำว่า Pursuit วางอยู่ข้างหน้า เขาจึงไม่เคยเลิกแสวงหา