โลกแห่งข่าวสารและข้อมูล

แจกโจทย์เพลงกันไปแล้วครับตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

สำหรับ week นี้น้องพริ้ง V1 ของเรา ได้โจทย์เพลง Color of the wind ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์จากเรื่อง Pocahontas ร้องไว้โดย เจ้าแม่พลังเสียงอย่าง Vanessa Williams

ส่วนตัวกริดยิ้มแย้มเอง ก็ดีใจนะครับที่น้องพริ้งของเราได้โจทย์เพลงนี้ เพราะต้นฉบับเดิมนั้น Vanessa ขับร้องออกมา ได้ดีมากๆ อีกทั้งความหมาย ทำนอง และ คีย์เพลง ยังเปิดโอกาสให้น้องพริ้งได้โชว์ความสามารถของพลังเสียงที่ตัวเองมีอยู่ได้เต็มที่อีกด้วย

ห่วงแต่อย่างเดียวก็ตรง ***คะแนนโหวต***ครับ

เพราะอย่างที่ทราบกันไปแล้วนะครับว่า ใน week แรกนี้ จะต้องมีนักล่าฝันที่ต้องเดินออกจากบ้านไปถึง 4 คน!!.....และถึง ณ ตอนนี้ คะแนนโหวตของน้องพริ้งไม่ดีเอาซะเลยครับ อยู่ในกลุ่มที่จะถูกโหวตออกซะด้วย

กริดยิ้มแย้มเริ่มวิตกจริต กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เศร้าซึม <---- ขนาดนั้น o_O!

ดังนั้น ถ้าใครที่รักน้องพริ้ง เชียร์น้องพริ้ง อย่าลืมช่วยกันระดมโหวตเพื่อส่งน้องพริ้งให้เป็นนักล่าฝันตัวจริงของ AF5 ด้วยนะครับ

พิมพ์ V เว้นวรรค 1 ส่งไปที่ 4827999 เฉพาะระบบ True Move นะคร้าบบบบบ

รูป credit: http://www.pantip.com/cafe/chalermkrung/topic/C6602119/C6602119.html#112

 

 


จากที่เคยติดตามบ้างไม่ติดตามบ้าง

จากที่เคยดู เคยแอบเชียร์บ้าง แต่ไม่เคยแม้แต่คิดที่จะกดโหวต

มาถึง season นี้ ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป....กริดยิ้มแย้มกำลังจะเริ่มหัดกดโหวต กริดยิ้มแย้มกำลังบ้า ติดตามความเคลื่อนไหวของน้องคนนี้อย่างใจจดใจจ่อ

เพราะน้องคนนี้คือ "น้องพริ้ง" สาวน้อย ตัวเล็ก ผู้มากับเสียง power อันยิ่งใหญ่ แห่งค่าย CU Band กำลังเดินทางไปล่าฝันของตัวเอง อยู่ในบ้าน Magnolia ตั้งแต่เมื่อเย็นวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมาครับ

แน่นอนว่า นักล่าฝันตัวจริงนั้น มีได้เพียงแค่ 12 ดังนั้นในอาทิตย์นี้จะมีนักล่าฝันที่ต้องเดินทางออกจากบ้าน Magnolia เป็นจำนวน 4 คน

น้องพริ้งสู้ๆๆๆ first mission ของพวกเราคือการทำให้น้องพริ้งเป็น 1 ใน 12 นักล่าฝันตัวจริงกันให้ได้นะคร้าบบบบบบ

โหวตๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ V1 V1 V1 V1 V1

 

credit: รูปจาก galazpop แต่งรูปโดย นายละเมอ

จากเวป http://www.pantip.com/cafe/chalermkrung/topic/C6596596/C6596596.html

ปล. ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป multiply กริดยิ้มแย้มจะมารายงานความคืบหน้าของน้องพริ้งเป็นระยะๆนะครับ


นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม : ' แม้ว ซิเนตร้า '

จากเรื่อง ' กราบแทบตีน '


Blog EntryจากใจชาวกรุงเทพฯMar 4, '08 10:58 AM
for everyone

จัดไป.....

ปล. ภาพ "กราบแผ่นดิน" แม่ง...จัดฉากโคตรๆ.... ว่ามะ....


ปรากฏการณ์ ฮวนเด้ รามอส

สเปอร์ส "คู่ควร" กับแชมป์คาร์ลิง คัพ ในปีนี้ที่น่าสนใจ เหลือเกินว่า แชมป์นี้จะนำทีมตราไก่ไปสู่ความสำเร็จ ที่ยิ่งใหญ่กว่านี้หรือเปล่าในอนาคต

น่าเสียดายที่ผมต้องจบบทความเมื่อวานตอน 90 นาทีโดยยังไม่ทราบว่า ตำแหน่งแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ 2008 ตกอยู่ในมือใครระหว่าง สเปอร์ส หรือเชลซี
แต่ feel ของคอลัมน์ตั้งแต่พรีวิวฉบับขายวันเสาร์ และเมื่อวานก็น่าจะชัดเจนเพียงพอนะครับว่า ผมรู้สึกดีกับทีมตราไก่ขนาดไหนในเกมนี้
"กระแส" ส่วนใหญ่จากอังกฤษก็เป็นเช่นนั้นแบบรู้สึกได้ และนี่แหละครับที่ผมอยากจะเรียกมันว่า "Ramosžs Effect" หรือปรากฏการณ์รามอส
ที่มีอิทธิพลทางบวกต่อสเปอร์ส!!!
อิทธิพลดังกล่าว "ส่งถึง" ผู้เล่น และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับทีมรวมถึงคนที่ติดตามข่าว ฟุตบอลอังกฤษทั่วโลกจนถึงขั้นกล่าวได้ว่า วันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นวัน "สุกงอม" พอดิบพอดี
กล่าวคือ แฟนบอลทั้งไก่ และทั่วไปต่างก็เชื่อ + แอบหวังว่า รามอส กับลูกทีมจะทำได้ ขณะที่นักเตะก็มีความเชื่อตั้งแต่เสียงนกหวีดของ มาร์ค ฮัลซีย์ เป่าสตาร์ตการแข่งขัน
ดังนั้นชัยชนะเกมนี้เหนือทีมที่ "เหนือกว่า" ตามคำกล่าวของรามอสหลังเกมจึงมีนัย "สมใจ" neutral football fans หรือแฟนบอลทีมเป็นกลาง และแฟนบอลทีมตราไก่ทั่วโลกที่ต่างเห็นกันแล้วว่า รามอสมีดีจริงๆ และกำลังเปลี่ยนสเปอร์สให้เป็น "ยักษ์ตื่น"
อย่างไรก็ดีครับ หากพิจารณาที่ "พัฒนาการ" ของทีมตราไก่ใน 2 ซีซั่นหลังของมาร์ติน โยล ที่พาทีมจบด้วยอันดับที่ 5 ทั้ง 2 ซีซั่น และเป็น "เต็งหนึ่ง" จากเกจิทุกสำนักให้เป็นทีมสอดแทรก "บิ๊กโฟร์" เข้าไปได้ในปีนี้
ทุกความสำเร็จในโลกมนุษย์ ไม่ว่าส่วน บุคคล หรือทีมฟุตบอลล้วนต้องการ "โชค" มาช่วยเสริม "ฝีมือ" ครับ
สเปอร์สจึงควรจะยืนอยู่ตรงนี้ หรือเป็นทีมระดับได้ลุ้นฟุตบอลถ้วยภายในประเทศ และมีอันดับไม่เกิน "ท็อป 6" อยู่แล้ว เฉพาะอย่างยิ่งหากมองไปที่ "ไลน์อัพ" 11 คนแรกที่ดีที่สุดของทีม
พอล โรบินสัน, อลัน ฮัตตัน, โจนาธาน วู้ดเกต, เลดลีย์ คิง, ปาสกาล ชิมบงด้า, แอรอน เลนน่อน, เจอร์เมน จีนาส, ดิดิเยร์ โซโกร่า, สตีด มัลบรองก์, ดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ และ ร็อบบี้ คีน
11 ตัวแรกข้างต้น สามารถสู้ได้ทุกทีมใน พรีเมียร์ลีก ดังที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า ผลงานถล่มอาร์เซนอล 5-1 ในคาร์ลิง คัพ เลกสอง และเสมอ แมนฯยูฯในลีก 1-1 เมื่อไม่นานมานี้ "เข้าตา" และเป็น "ดรรชนี" วัดความก้าวหน้าของทีมได้จริงๆ
คือ ผมอยากจะบอกว่า "แชมป์คาร์ลิ่ง คัพ" กับไลน์อัพข้างต้นที่ยังไม่นับตัวสำรองมีระดับอย่าง ทอม ฮัดเดิลสตัน, ดาร์เรน เบนท์, แกเร็ธ เบล ฯลฯ ไม่ใช่สิ่งเกินคาดหมาย
หากไม่ใช่ว่า สเปอร์ส Underachievement หรือเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จต่ำกว่าเป็นจริงมานาน หรืออย่าง น้อยๆ ก็ตั้งแต่ปี 1999 ที่ได้โทรฟี่ครั้งสุดท้ายจนแฟนบอลเอือม ระอา, ท้อแท้ และลงเอยด้วยการทำใจ + เคยชินในที่สุด
เมื่อเป็นดังนี้ พัฒนาการนำสเปอร์สเข้าสู่ร่อง รอยของรามอสนับจาก รับตำแหน่งในเดือนตุลาคมปีก่อนเรื่อย มาจนถึงเวลานี้จึงเป็นสิ่งที่แฟนๆ ทีมตราไก่ได้แต่ทำตัวเป็น "อีแอบ" ทั้งแอบหวัง, แอบเชียร์, แอบลุ้น ฯลฯ
แบบไม่กล้ากระต๊ากๆ หรือขันดังๆ เพราะกลัวผิดหวัง และถูกเชือดคอดิ้นพล่านเหมือนที่ผ่านๆ มาอีกครั้ง
ดังนั้น หากไปถามแฟนบอลสเปอร์ส ผมจึงมั่นใจว่า คำตอบในตอนนี้ของพวกเค้าก็คือ เชื่อมั่นว่า สเปอร์สจะทำได้ดั่งเช่นที่เพิ่งพิสูจน์ใน คาร์ลิง คัพ
แต่อีกด้านของความรู้สึกก็บอกว่า ต้องเก็บมันไว้ก่อน เก็บมันไว้ในใจจน "ความสำเร็จ" จะเกิดขึ้นจริงเป็นรูปเป็นร่าง
ครับ ทุกทีมฟุตบอล หรือปัจเจกบุคคลทั่วไปต่างต้องการ "โอกาส" แบบนี้ หรือ "จังหวะ" ชีวิตแบบนี้ให้ตัวเองได้ "แจ้งเกิด" และถีบหนีออกจากวังวนเดิม
นักกอล์ฟ, นักเทนนิส ก็ต้องการแชมป์ "เมเจอร์" รายการแรกเพื่อจะ "ตอกย้ำ" ความมั่นใจให้ตัวเอง และเพื่อให้ได้ชื่อว่า เป็นนักกีฬาที่ "ศักยภาพ" ได้รับการเติมเต็มแล้วโดยมี แชมป์รายการใหญ่ที่ได้รับการ "ยอมรับ" เป็นเครื่องหมายการค้า
ภาพของรามอส และความสำเร็จของเค้า กับทีมจะชัดเจนยิ่งขึ้นในอนาคต!?
สเปอร์สเองก็เช่นกันครับที่ต้องการ "โทรฟี่" ใบนี้ หรือใบไหนก็ได้มากระตุกต่อม "สงสัย" ในความสามารถ ตัวเองของนักเตะ
คือ ผมกำลังหมายความว่า นักกีฬา หรือคนทำงาน ที่ประสบความสำเร็จทุกคนต้องมี "ช่วงเวลา" ที่ตัวเองเกิด "สงสัย" ในความสามารถของตัวเอง หรือ self-doubt ขึ้นมาอันมีที่มาที่ไปจากปัจจัยต่างๆ
และ 1 ในปัจจัยที่ว่าก็คือ การ "ห่างหาย" จากความสำเร็จ หรือชัยชนะมาเป็นเวลานาน เช่น 9 ปีของสเปอร์สในครั้งนี้
ฉะนั้นผมจึงหวังว่า การ breakthrough ขึ้นมาซิวแชมป์ ได้ครั้งนี้จะเป็น "บันได" ก้าวไปสู่ความสำเร็จขั้นต่อๆ ไปของยอดทีมตอนเหนือแห่งกรุงลอนดอน ที่มีทุกอย่างพร้อมไม่ว่าจะแฟนบอล, นักเตะ, กำลังทรัพย์ หรือประวัติศาสตร์ความเป็นมา
นักเตะสเปอร์สจะต้อง "ก็อปปี้" ความรู้สึกจากการชนะหลังตามหลังในเกมนี้ หรือเกมดีๆ เช่นที่อัดกับผี และปืนได้อย่างไม่เป็นรอง "ฝัง" เข้าไว้ในสมอง
ยามเหลือบไปมองคู่แข่งก่อนเกมในแต่ละ นัดก็โปรดจงทราบว่า ตัวเองกำลังเล่นอยู่กับสเปอร์ส หนึ่งในยอดทีมในอดีต และกำลังลุกโชติไปด้วยไฟแห่งความสำเร็จในปัจจุบันที่ "ศักยภาพ" ทุกด้านสู้กับใครก็ได้ในโลกภายใต้การทำทีมของหนึ่งในกุนซือที่ดีที่สุดในโลกที่ "พลิกทีม" ได้เหมือนแค่พลิกฝ่ามือภายในเวลาแค่ 5 เดือนที่มีชื่อว่า...
ฮวนเด้ รามอส ครับ
ไข่มุกดำ 's column โดย ไข่มุกดำ
ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์คิกออฟ ฉบับที่ 3141

Blog EntryTottenham...Finally We did it!!!Feb 24, '08 10:27 PM
for everyone

คงไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆครับสำหรับค่ำคืนที่ผ่านมา

ใครที่ได้ชมการถ่ายทอดสดจะเห็นได้เลยว่า....
"
สเปอร์เราชนะแบบสมศักดิ์ศรีจริงๆ"


โอกาสยิงประตูมากกว่า บุกมากกว่า ครอบครองเกมส์ได้มากกว่า และที่สำคัญ รามอสเก่งกว่า (แกรนท์) ครับ

กับการรอคอยมาเป็นเวลา 9 ปี

อยากจะตะโกนดังๆว่า.....

 

"YESSSSSSSSSSS Tottenham...Finally We did it!!!"

 

จะเร็วไปมั้ยถ้าจะบอกว่า อีก 2-3 ปีข้างหน้า ภายใต้การคุมทีมของรามอส

 

"เราจะก้าวขึ้นมาลุ้นแชมป์ Premiership" (เอาแค่ให้ได้แค่ลุ้นนะ ^^)

ปล. ไอ้ช่อง 7 แม่งงงงงเอ้ยยย.....รู้ใช่มะครับว่าจะด่าอะไร


“ผมคิดว่าการเสียเวลาทำสิ่งดีๆเพื่อสังคม สำคัญมากกว่าการอยู่ในสังคมเพื่อเป็นคนเรียนเก่ง”

เมื่อเดือนก่อน กฤษณ์ยิ้มแย้มได้มีโอกาสพูดคุยกับน้องมิว AF2 เกียวกับโครงการดีๆ ที่น้องมิวตั้งใจจะทำเพื่อตอบแทนสังคม และก็ได้ให้คำสัญญากับน้องมิวว่า จะเอามาลงใน multiply เพื่อช่วยโปรโมตโครงการดีๆ โครงการนี้ครับ

รายละเอียดค่อนข้างเยอะ เอาเป็นว่าเพื่อความรวดเร็ว (ของตัวเอง) กฤษณ์ยิ้มแย้มเลยไปเอาบทสัมภาษณ์น้องมิวใน bakachula มาแปะเลยละกัน เพราะรายละเอียดนั้นทาง bakachula ทำได้ครบถ้วนทีเดียว

และก่อนที่จะไปอ่านกัน กฤษณ์ยิ้มแย้มก็ขอชื่นชมน้องมิว จากใจจริงครับ ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจลงไปในงานนี้ เพื่อตอบแทนสังคมของเรา

ที่มา http://www.bakachula.com/news/view/150/

           หนึ่งในนิสิตที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านโครงการภายในจุฬาฯ เพื่อสื่อสารกับทุกๆคนในจุฬาฯและบุคคลภายนอก ให้ตระหนักรวมทั้งกระตุ้นเตือนถึงการทำความดีโดยที่จากตนเอง "มิว" นวปฎล มิ่งทุม นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ นิสิตผู้รับผิดชอบโครงการ CD เพลงอัลบั้มเทิดพระเกียรติ 80 พรรษาชุด “Our Soul Our King เรารักในหลวง”  [ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.bakachula.com/oursoulourking]
  
BAKA' : ชีวิตที่่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง
มิว : ชีวิตโดยส่วนใหญ่ก็ทำงานและเรียน  ซึ่งกิจกรรมส่วนใหญ่ที่ผมทำ  สามารถแบ่งออกได้ เป็น 3- 4 อย่าง คือ สอนร้องเพลง 4 ที่ จัดทำกิจกรรมข้างนอก รับงานต่างๆ  และก็ยังมีโครงการ Our soul King สุดท้ายก็เรื่องเรียน

BAKA' : โครงการ  Our soul King เป็นโครงการเกี่ยวกับเรื่องอะไร
มิว :
เป็นโครงการขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ผมมีความคิดว่า  พระมหากษัตริย์ที่ไหนก็ไม่เหมือนบ้านเรา  ท่านทรงมี อัจฉริยภาพเหนือบุคคล ท่านทรงต้องตรากตรำ ทำงานเหนื่อยโดยไม่มีเวลาพัก  ทรงเสด็จประพาสสหรัฐฯ เพื่อประกาศว่า  มีประเทศไทยอยู่  และก็ไม่เสด็จประพาสที่ไหนอีกเลย ท่านทรงศึกษาเรียนรู้เรื่องน้ำด้วยตนเอง  เพราะเป็นห่วงคนไทย  ท่านทรงเรียนรู้อย่างลึกซึ้งแท้จริงเพื่อประชาชนของท่าน นั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกประทับใจและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ  หากถ้าเราเปรียบเทียบกับต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าไม่มีพระมหากษัตริย์ของประเทศไหนที่ต้องทรงงานหนักเหมือนกับประเทศไทย  อีกทั้งผู้นำประเทศต่างๆยังไม่มีการกล่าวถึงพระมหากษัตริย์เหมือนกับประเทศไทยของเราอีกด้วย ผมจึงอยากช่วยแบ่งเบาภาระของท่านบ้าง

BAKA' : โครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ใด
มิว : โครงการนี้ไม่ได้จัดทำขึ้นเพียงเพื่อ เทิดพระเกียรติ  หรือกล่าวเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  แต่เราจัดทำขึ้นเพื่อเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยแบ่งเบาพระราชกรณียกิจของท่าน  โดยการสร้างทัศนคติมุมมองใหม่ให้แก่เยาวชนว่า การทำดีเพื่อส่วนรวมนั้น สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ เพราะเด็กส่วนใหญ่มักจะคิดว่าการทำความดีเป็นเรื่องยาก  เรื่องไกลตัว  แต่ที่จริงแล้ว เราสามารถเริ่มต้นได้ด้วยตนเอง  คือ  คิดดี ทำดี  พูดดี  ซึ่งเราได้ถ่ายทอดมุมมองต่างๆผ่านบทเพลง 4 เพลง คือ.....  ซึ่งมีเนื้อหา เกี่ยวกับความซื่อสัตย์  กตัญญู  ความสามัคคี  ร่วมแรงร่วมใจกัน เพื่อสอนให้แก่เด็กๆให้มีทัศนคติที่ดี   สร้างขึ้นเพื่อเป็นพลังเยาวชน  ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

BAKA' : ได้ร่วมแสดง ละครเวทีเรื่อง สัต(ว์)บุรุษสุดขอบโลก ของคณะอักษรฯ ได้อย่างไร
มิว : ครูหนิง (อ.พันพัสสา  ธูปเทียน) ชักชวนให้มา Audition โดยมี ครูเฟียส (อ.ดังกมล ณ ป้อมเพชร)เป็นผู้กำกับที่มีความสามารถมาก  รู้สึกดีใจที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมแสดงละครครั้งนี้  เป็นละครที่แฝงมุมมอง แง่คิดดีๆ  สะท้อนเรื่องราว สภาพปัญหา เศรษฐกิจ  การเมือง  สังคมไทยไว้ตลอดทั้งเรื่อง

BAKA' : ตัวละครที่ได้รับบทบาทเป็นอย่างไร
มิว : ตัวละครที่เล่นเป็น  แบ็ทบอยเป็นลูกของท่านเคาน์แบท  คือไม่รู้ว่าต้นสายปลายเหตุมาอย่างไร  แต่ตัวละครนี้จะรู้สึกว่าตนเองเป็นฮีโร่  สำคัญตัวเองอยู่ตลอดเวลาพยายามที่จะเรียกร้องความสนใจให้ทุกคนเห็นว่า  ตนเองกำลังทำความดีอยู่นะ แต่กลายเป็นว่ากลับหลงทาง  กลายเป็นพยายามทำสิ่งที่ผิดอยู่ สิ่งที่ตัวละครนี้พยายามจะสอนก็คือ  เราไม่จำเป็นต้องเป็นฮีโร่สำหรับใครๆแต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราได้เริ่มต้นทำความดีหรือยัง

BAKA' : ผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง
มิว : ก็ดีครับ เขาหาว่าผมบ้า (หัวเราะ)  คือละครเรื่องนี้ค่อนข้างจะเป็นแนว Absurd (ไม่เป็นเหตุเป็นผล,) คือสิ่งที่แสดงเป็นแบบ unrealistic (ไม่เป็นจริง) ค่อนข้างจะเข้าใจยาก แต่ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีนะ  เพราะสามารถสื่อให้ผู้ชมได้คิด เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ตัวละครกำลังทำอะไรอยู่  คือละครโดยทั่วไป  หรือละครเวทีโดยส่วนใหญ่เข้าใจยาก  ตีความกันหลากหลาย  เช่นเดียวกันกับเรื่องนี้  โดยรวมคนดูส่วนใหญ่ก็บอกว่าละครสนุกนะ  มีมุกตลก บางคนก้ตีความได้ ตีความไม่ได้แตกต่างกันไป

BAKA' : การทำกิจกรรมมีผลกระทบต่อการเรียนหรือไม่  อย่างไรบ้าง
มิว : กระทบเหมือนกันนะ (หัวเราะ) เมื่อก่อนนี้ผมค่อนข้างมีปัญหาในการบริหารจัดการเวลาอย่างมาก  แต่สิ่งสำคัญคือ ผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไร  ประโยชน์ที่เกิดจากการทำตรงนี้คุ้มค่ามากกว่า  ผมได้ทำอะไรให้แก่สังคม  สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในอนาคตได้  สำหรับผลกระทบเรื่องการเรียนก็สามารถแก้ไขได้ ตรงที่ถอยหลังออกมาก้าวหนึ่ง  เตรียมพร้อมให้มากขึ้น  ค่านิยมคนไทยจำเป็นที่จะต้องเรียนจบตอน  อายุ 21-22 ปี ถ้าเรียนไม่จบจะเสียหายต่อชื่อเสียง วงศ์ตระกูล อารมณ์ของคนทั่วไปก็ประมาณนี้  แต่สำหรับผม ผมมองอีกมุมหนึ่งว่า  การเสียเวลาทำสิ่งดีๆเพื่อสังคม สำคัญมากกว่า การอยู่ในสังคมเพื่อเป็นคนเก่ง  เราเป็นคนไทยเราทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง  เด็กไทยสมัยนี้ เรียนอย่างเดียว จีบหญิง ผมไม่ได้พูดกระทบใครนะ(หัวเราะ) แต่ผมอยากให้เรามองอีกมุมหนึ่งว่า  เวลาที่เราเรียนอยู่ เราช่วยเพื่อนหรือไม่  เราทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง บางคนคิดแค่ว่า มีบ้าน มีรถ มีครอบครัว แล้วจบ แต่อันที่จริงมันไม่ใช่แค่นั้น  สิ่งที่ทำให้เราสามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมได้ ก็คือ  ความรักและความภาคภูมิใจ  ความรัก ความปรารถนาดี ที่คิดแต่สิ่งที่ดี ทำแต่สิ่งที่ดีๆ ต่อสังคม  แต่ความรักอย่างเดียวไม่พอจะต้องมีความภาคภูมิใจ  ที่เราเป็นคนไทย ลองถามตนเองดูว่า ตื่นขึ้นมาทุกเช้าเรารู้สึกว่าเราทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง

BAKA' : ณ วันนี้ มองเห็นตนเองหรือคาดหวังตนเองอย่างไรบ้าง
มิว : ผมมองว่า ผมเรียนวิศวฯ สาขา I.C.E เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมเพื่อนำไปใช้ในวิชาชีพในอนาคต  ความฝันสูงสุดของผม คือ นักธรณีวิทยา  แต่นั่นคือสิ่งที่ผมอยากเป็น  ถ้า ณ วันนี้ที่ผมมองตนเอง  ก็แค่ คนหนึ่งที่อยากทำกิจกรรมต่างๆเพื่อสังคม

BAKA' : วางแผนอนาคตไว้อย่างไรบ้าง
มิว :พอเรียนจบผมคิดว่าจะไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยทางด้านธรณีวิทยา  ที่ประเทศออสเตรีย เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก  ประเทศมีภูมิประเทศที่สวยงาม  เป็นเมืองแห่งดนตรี  จึงคิดว่าน่าจะเป็นประเทศที่เหมาะทั้งสำหรับการเรียน และได้พักผ่อนด้วย
BAKA' : อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต
มิว : ผมคิดว่า การที่เราไม่หยุดที่จะทำอะไรดีๆให้แก่ส่วนรวม ซึ่งครอบครัวของผมก็มีแนวคิดเช่นเดียวกัน  เริ่มต้นจากตนเอง คือ การคิดดี ทำดี พูดดี ผมเชื่อว่าหากเราทุกคนยึดถือแนวความคิดเดียวกัน  จะก่อให้เกิดเป็นพลังสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีๆต่างๆให้เกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น  กิจกรรมชมรม  ถ้าคนทำงานไม่ได้มีวัตถุประสงค์เดียวกัน  มีแนวคิดแตกต่างกัน  การทำงานก็ไม่สามารถดำเนินไปจนบรรลุเป้าหมายได้ 

BAKA' : มีคำกล่าวที่ว่า “นิสิตจุฬาฯ คือ นิสิตในพระปรมาภิไธย” มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง
มิว : โดยทั่วไปแล้ว นิสิตจุฬาฯมีความเป็นเลิศทางด้านวิชาการอยู่แล้ว  คนที่เข้ามาได้นั้นต้องแข่งขันกันสูง  ทำให้พื้นฐานของสังคมตั้งอยู่บนการแข่งขัน  แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นกัน  เด็กบางคนในโลกของความจริงก็ไม่ได้ช่วยเพื่อน  มีเก็งข้อสอบก็ไม่บอกเพื่อน  ไม่ได้สอนเพื่อนให้เข้าใจ  แล้วมาแข่งกันเพื่อจะได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จนทำให้กลายเป็นสังคมที่ไม่ช่วยเหลือกัน  ด้วยความที่นิสิตจุฬา คือนิสิตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงอยากให้ทุกคนเป็นทั้งคนเก่งและคนดี ควบคู่กัน  ช่วยเหลือกัน  หวังดีต่อกัน  มีความปรารถนาดียินดีเมื่อเห็นความสำเร็จของคนอื่น  มีสำนึกเสมอในความเป็นคนไทย  ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาประเทศชาติต่อไป

BAKA' : สุดท้าย อยากฝากอะไรให้แก่นิสิตจุฬา หรือคิดว่านิสิตจุฬาควรจะทำอะไรเพื่อสังคม
มิว : เริ่มต้นง่ายๆ สนับสนุนกิจกรรมดีๆ สร้างกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวมให้แก่สังคม สร้างทัศนคติที่ดีให้แก่เด็ก เยาวชน ในการดำเนินชีวิต  ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสิ่งดีๆให้แก่สังคม  เป็นทั้งคนเก่งและคนดี ควบคู่กันไ ป
 

ข้อมูลส่วนตัว 

ชื่อ : นวปฎล มิ่งทุม
ชื่อเล่น : มิว

          เกิดวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม 2529  เลือดกรุ๊ป B  ส่วนสูง 175
อายุ 21 ปี ปัจจุบันเป็นนิสิตจุฬามหาวิทยาลัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ภาคภาษาอังกฤษชั้นปีที่ 1
          เป็นหนึ่งในสิบสองนักล่าฝัน True Academy Fantasia ปีที่ 2
ผลงาน อัลบั้ม เร่ขายฝัน ซึ่งเป็นอัลบั้มรวมของเอเอฟสอง ร้องเพลง เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ Recover version 
อัลบั้ม Dreamteam ซึ่งเป็นอัลบั้มรวม 23 คนของเอเอฟ 1 และ 2 ร้องเพลง ไม่เหมือนเคย 
         อัลบั้ม Soul Much in Love ซึ่งเป็นอัลบั้มผู้ชาย 9 คนที่มาจากเอเอฟ 1,2,3 มาร้องเพลงรัก
         ร้องเพลง กระต่ายหมายจันทร์
         ละครเรื่อง เพื่อนรักนักล่าฝัน ทางช่อง 7          
         ละครเวทีเรื่อง เงิน เงิน เงิน
         ละครเวทีคณะอักษรจุฬาเรื่อง สัต(ย์)บุรุษสุดขอบโลก
         คอนเสิร์ต To be Number one ของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน 
         คอนเสิร์ต Dreamteam , คอนเสิร์ต The battle of Dream, คอนเสิร์ต เร่ขายฝัน, คอนเสิร์ต Pantene,
          ฯลฯ
          งานอดิเรก เล่นSaxophone   วาดรูป   แต่งเพลง   ทำของ Handmade
          คติประจำใจ     ทำดีไปโดยไม่จำเป็นต้องคิดว่าจุดหมายมันอยู่ไกลแค่ไหน
          งานปัจจุบัน  เป็นครูสอนร้องเพลงอยู่ที่ Sam sound and movement entertainment school สยามสแควร์ ซอย5 , BNJ Music academy ถนนจันทร์ , มนต์ชีพ Studio ฯลฯ

 



กลายเป็นข่าวฮือฮาไม่น้อย เมื่อ "เก็ตตี้ อิมเมจ" (Getty Images) ซัพพลายเออร์รูปภาพ ไฟล์วิดีโอ รายใหญ่ ประกาศขายหุ้นทั้งหมด ซึ่งอาจจะมีมูลค่าสูงกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์

"นิวยอร์ก ไทม์ส" รายงานว่า บริษัทได้ว่าจ้าง "โกลด์แมน แซกส์" มาเป็นที่ปรึกษาในดีลครั้งนี้ และจนถึงขณะนี้มีหลายบริษัทที่สนใจเข้ามาซื้อหุ้นในเก็ตตี้ อิมเมจ รวมถึงไพรเวต อีควิตี้ อาทิ โคห์ลเบิร์ก คราวิส โรเบิร์ต และเบน แคปิตอล

คาดกันว่าดีลนี้น่าจะลงเอยได้ภายในปลายเดือนนี้ แต่ยังไม่สามารถยืนยันว่า บริษัทใดจะ คว้าเก็ตตี้ อิมเมจไปไว้ในครอบครองได้ในที่สุด

เนื่องจากตลาดตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงอยู่ในภาวะตึงตัว ทำให้บรรดาไพรเวต อีควิตี้ เหล่านี้ต้องโฟกัสธุรกิจที่จำเป็นมากกว่า ซึ่งอาจจะทำให้เป็นเรื่องยากที่จะนำเงินมาใช้จ่ายกับดีลนี้

ทั้งนี้ เก็ตตี้ อิมเมจ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2538 เน้นการขายรูปภาพคุณภาพสูงจากช่างภาพฝีมือดีทั่วโลก ทั้งภาพถ่ายและวิดีโอ โดยมีผู้เข้ามาใช้บริการภาพในคลังของบริษัทราว 3.2 พันล้านภาพต่อเดือน ขณะที่มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ราวๆ 4 ล้านรายต่อเดือน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเอเยนซี่โฆษณาและบริษัทด้านสื่อต่างๆ

ในปีที่แล้ว เก็ตตี้ฯ เจรจาดีลกับ "จูปิเตอร์มีเดีย คอร์ปอเรชั่น" หนึ่งในคู่แข่งของเก็ตตี้ฯ แต่ก็ไม่สามารถตกลงกันได้

ก่อนหน้านี้ จูปิเตอร์มีเดียฯ และคอร์บิส คอร์ปอเรชั่น บริษัทในเครือไมโครซอฟท์ได้พยายามจะควบรวมกิจการกับบริษัทต่างๆ แต่บริษัทเหล่านั้นก็เล็กกว่าเก็ตตี้ฯ รวมทั้งเก็ตตี้ฯ ยังได้รับความนิยมในฐานะผู้ให้บริการภาพถ่ายที่ได้รับอนุญาตแบบออนไลน์เป็นรายแรกๆ

อย่างไรก็ตาม หุ้นของเก็ตตี้ อิมเมจ ตกลงมากกว่า 47% ในปีที่แล้ว เนื่องจากผลกำไรลดลงกว่าที่ประเมินไว้ เพราะการแข่งขันจากคู่แข่งที่ เน้นตลาดโลว์คอสต์เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในไตรมาส 3 กำไรของเก็ตตี้ อิมเมจอยู่ที่ 25.7 ล้านดอลลาร์ ลดลง 31% จากปีก่อน

โดยเฉพาะการเข้ามาของภาพถ่ายดิจิทัลและเว็บไซต์ที่ทำให้คู่แข่งของเก็ตตี้ อิมเมจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และแบ่งเค้กในตลาดรูปภาพไปได้มาก อย่างกรณีภาพการลอบสังหาร "นางเบนาซีร์ บุตโต" อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน รวมถึงภาพของอดีตซูเปอร์สตาร์ "บริตนีย์ สเปียร์ส" ที่จุดกระแสความนิยมภาพถ่ายจากเหตุการณ์จริง แม้ว่าคุณภาพของภาพถ่ายจะต่ำก็ตาม และส่วนใหญ่ภาพประเภทนี้ก็ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ

"บาร์บารา คอฟเฟย์" นักวิเคราะห์จากบริษัทคอฟแมน บราเธอร์ส ระบุว่า เก็ตตี้ อิมเมจ เป็นบริษัทที่อยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง โดยต้องปรับตัวจากการเป็นผู้นำในตลาดผูกขาด มาเป็นเพียงหนึ่งในผู้เล่นจำนวนมากในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

แม้บริษัทจะพยายามประคับประคองตัวเอง ด้วยการเข้าไปซื้อธุรกิจของ istockphoto.com ที่เน้นขายรูปภาพคุณภาพไม่สูงนัก แต่ราคาถูก โดยใช้เงินไปราว 50 ล้านดอลลาร์

รวมถึงพยายามสร้างความหลากหลายทางธุรกิจด้วยการซื้อ "ปัมพ์ ออดิโอ" บริษัทไลเซนส์เพลงและ "ไวร์อิมเมจ" ที่เน้นขายภาพถ่ายบันเทิง เพื่อเพิ่มรายได้จากการขายภาพให้นิตยสารและหนังสือพิมพ์ แต่ก็ยังไม่ช่วยให้สถานการณ์ โดยรวมดีขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2551


อาเซน่อลส่งชุดใหญ่ลงกว่าครึ่งนะครับ อย่าเข้าใจผิดว่าเอาเด็กๆลง

มันช่างซะใจๆๆๆๆๆๆๆ จริงๆ

กุ๊กๆๆๆๆ กระต๊ากกกกกกกก :p

Juande Ramos has hailed his squad after Tottenham's emphatic 5-1 Carling Cup semi-final win that left Arsenal's players appearing to turn on each other.

Ramos said: 'Without the collaboration of the footballers themselves, this would have been impossible. The huge effort the players have made to come out of a bad situation means we have beenimproving. I want to publicly recognise that they are the architects of this change.'


 

เดิมที ตั้งใจจะเขียนบทความอันนี้หลังจากเสร็จสิ้นงานฟุตบอลประเพณี ในวันที่ 19 มกราคม

แต่ด้วยปีนี้ งานฟุตบอลประเพณีในส่วนของนิสิต ย้ำ!! ในส่วนของนิสิต ได้ถูกงดลง

กฤษณ์ยิ้มแย้มเลย ต้องมาเขียนบทความอันนี้ ก่อนเวลาอันควร ตามที่คิดเอาไว้ 1 อาทิตย์…..

 

 

 

ย้อนไปตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย (ช่วงปี 2541-2544) กฤษณ์ยิ้มแย้มเป็นคนที่ผ่านเวทีกิจกรรมมาค่อนข้างจะเยอะ (แต่อาจจะไม่เยอะสุดๆ เพราะก็มีขี้เกียจบ้างเป็นบางช่วง 555)

โดยส่วนมากจะเป็นกิจกรรมในระดับสโมสรนิสิตแค่ภายในคณะบัญชีเท่านั้น ทั้ง หัวหน้านิสิตชั้นปี, นักฟุตบอลกีฬา freshy, หัวหน้าฝ่ายลอยกระทงคณะ, หัวหน้าฝ่ายพัสดุ, ผู้จัดการฝ่ายขายของ CBA, Columnist นิตยสาร X-sail ของคณะบัญชี, staff ฝ่ายงานบาสประเพณีฯ และอื่นๆ…..

 

แต่ไม่มีงานไหนเลยที่เกี่ยวกับ งานฟุตบอลประเพณี

 

ทุกๆปี กับงานฟุตบอลประเพณี กฤษณ์ยิ้มแย้มจะเข้ามามีส่วนร่วมเพียงแค่ขึ้น stand แปรอักษร 2 ครั้ง นอกนั้นอีก 7 ครั้งที่เหลือเป็นเพียงแค่ผู้ดูในสนาม

แน่นอนว่างานฟุตบอลประเพณีถือเป็นที่งานใหญ่ที่สุดสำหรับกฤษณ์ยิ้มแย้ม แต่งานฟุตบอลประเพณีกลับกลายเป็นงานที่กฤษณ์ยิ้มแย้มไม่เคยได้สัมผัส ในฐานะ staff” เลย

 

มาในปีนี้กับงานฟุตบอลประเพณี ปีที่10” ของกฤษณ์ยิ้มแย้ม

กฤษณ์ยิ้มแย้มได้กลับมาทำงานให้กับ มหาลัยอันเป็นที่รักยิ่ง อีกครั้ง ในฐานะ ช่างภาพของฝ่ายตัวแทนนิสิต (Coronet) โดยการชักชวนของน้องปั้น EncodeO และคำอนุญาตจากน้องติ๊ด Tid_Bit

รวมไปถึงช่างภาพในบางโอกาสของเวป bakachula (โดยการยัดเยียด :p) ของน้องมิว webmaster

และ ช่างภาพของฝ่าย PR นอก โดยน้องแก้มบาร์บี้

ซึ่งแน่นอนว่ากฤษณ์ยิ้มแย้มรู้สึกดีใจและ ภูมิใจ เป็นอย่างมาก ที่ได้รับเกียรติ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในงาน ที่สำคัญยิ่ง ครั้งนี้

 

กับระยะเวลาเกือบๆ 4 เดือนที่ผ่านมา กฤษณ์ยิ้มแย้มรู้สึกเสมือนได้เข้ามาเป็นหนึ่งในกลุ่มตัวแทนนิสิตซะเอง

เพราะการเป็นช่างภาพ ของกลุ่มตัวแทนฯ ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ที่แค่การ ไปมหาลัย ถ่ายรูป แล้วก็กลับบ้าน ให้มันจบๆกันไปงานหนึ่ง เท่านั้น

แต่กฤษณ์ยิ้มแย้มได้เข้าไปมีส่วนร่วมในทุกๆกิจกรรมของกลุ่มตัวแทนนิสิตฯ ได้คลุกคลี เฮฮา บ้าบอ ซีเรียส รวมไปถึง ได้แชร์ประสบการณ์ในทุกๆรูปแบบ กับน้องๆตัวแทนฯ กลุ่มนี้ รวมไปถึงน้องๆ ตัวแทนนิสิตรุ่นก่อนๆ อีกด้วย

เรียกได้ว่า เหมือนได้ไขนาฬิกาเวลาตัวเองกลับลงไปอีก 10 ปี

กลับไปเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้อีกครั้ง

 

ดังนั้นคงจะไม่เกินไปนัก ที่กฤษณ์ยิ้มแย้มอยากจะกล่าวความรู้สึกสั้นๆที่มีต่อน้องๆกลุ่มนี้ว่า….

กฤษณ์ยิ้มแย้มรู้สึกประทับใจในตัวน้องๆกลุ่มนี้ มากกกกกกกกกกกกก…..ทั้งความคิด ความอ่าน และนิสัยใจคอ

กับเรื่องราวทั้ง 4 เดือนที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าในบางครั้ง มันก็อาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งไม่ว่าจะด้วยอะไรก็แล้วแต่ กฤษณ์ยิ้มแย้มคิดมองว่ามันคือ สิ่งที่จะต้องเรียนรู้ (จากความผิดพลาด) และนั่น จะทำให้เราได้พัฒนาตนเองยิ่งๆขึ้นไป ให้สมกับการที่ได้คัดเลือกให้เป็น กลุ่มตัวแทนนิสิตจุฬาฯ

 

สำหรับในปีหน้า กฤษณ์ยิ้มแย้มเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้กลับเข้ามาคลุกคลีกกับน้องๆ Coronet 65 (รุ่นต่อไป) อีกรึเปล่า?

เพราะด้วยหน้าที่การงานในอนาคต ซึ่งยังรู้ว่าจะออกมาในแนวไหน

แต่ถ้ายังกลับมาได้ กฤษณ์ยิ้มแย้มก็ยินดีที่จะกลับมาช่วยงานตัวแทนนิสิตฯอีกครั้ง (ถ้ายังเป็นที่ต้องการนะ 555 :p) และอยากที่จะกลับมาอีกเรื่อยๆในทุกๆปี จนกว่าจะรู้สึกว่า ต้อง ปลดระวางตัวเองซะแล้ว 5555555

 

ขอบคุณน้องปั้น น้องติ๊ด น้องมิว และ น้องแก้มบาร์บี้ อีกครั้ง และที่สำคัญ ต้องขอขอบคุณน้องๆตัวแทนนิสิตในทุกๆรุ่น ที่ให้การต้อนรับกันเป็นอย่างดีด้วยครับ ^____^

 

กฤษณ์ยิ้มแย้ม

15 มกราคม 2551

 


ยังคง shock ความรู้สึกไม่หาย กับการประกาศเลื่อน (ซึ่งจริงๆก็เหมือนงด) งานฟุตบอลประเพณี จุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 64 นี้ครับ

 

เพราะงานบอลฯสำหรับกฤษณ์ยิ้มแย้ม คืองานที่ใหญ่ที่สุดในรอบปีของพวกเราชาวจุฬา-ธรรมศาสตร์ ที่กฤษณ์ยิ้มแย้มเฝ้าคอยอย่างใจจดใจจ่อ และไม่พลาดที่จะไปเข้าร่วมในทุกๆปี....ไม่เคยขาด

"งานบอลฯ" สำหรับกฤษณ์ยิ้มแย้ม ไม่ใช่แค่งานที่มีแค่การ เตะบอล หรือ ดูเชียลีดเดอร์

แต่งานบอล มันเป็นอะไรที่มากกว่านั้น....

กฤษณ์ยิ้มแย้มมองเห็น "หัวใจ"  ของงานบอล ซึ่งก็คือ หัวใจของการได้เตรียมและทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเหล่าบรรดา Staff  ที่ต้องสละเวลาวางแผนงานร่วมกันเป็นเดือนๆ เพียงเพื่องานแค่วันเดียว  หรือแม้แต่นิสิตทั้งมหาลัยที่ได้มีส่วนร่วมในงานบอลฯ

เพราะงานบอล คือ งานที่พวกเรา ชาวจุฬา-ธรรมศาสตร์ ได้ออกมาแสดงถึงพลัง ความสามัคคีและแน่นอนว่าได้สร้างสรรค์สิ่งที่ดีๆให้กับสังคม

กับการประกาศเลื่อน แน่นอนครับว่ากฤษณ์ยิ้มแย้ม ไม่เห็นด้วย

จริงอยู่ที่ช่วงนี้เราควรงดงานรื่นเริง

แต่ในความเป็นไปได้นั้น กฤษณ์ยิ้มแย้มมองว่า งานยังคงจัดต่อไปได้ ถ้าเพียงแต่ยังยึด หัวใจของงานเอาไว้

ซึ่งก็คือ.....

 

ความสามัคคี และสร้างสรรค์สิ่งดีๆสู่สังคม

 

โดยเปลี่ยน concept จาก ที่มีการแสดงรื่นเริง เปลี่ยนเป็นการแสดงความจงรักภักดีแทนไม่ได้หรือ?

 

เสื้องานบอลเป็นสีสัน ดูไม่เหมาะสม ก็สามารถเปลี่ยนเป็นแต่ง สีขาว-ดำก็ได้นี่ครับ

ลองนึกภาพดูว่า ถ้าทั้งอัฒจรรย์เป็นสีดำทั้งหมด มันจะดูยิ่งใหญ่ขนาดไหน

 

การเต้นของเชียรีดเดอร์ก็สามารถปรับเปลี่ยนให้ดูสุภาพ โดยอาจจะอันเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์มาแทนเพลงเชียร์ที่คึกคักก็ได้นี่ครับ….

 

การประกาศเลื่อน (งด) เปรียบเสมือนการตัดบทที่ง่ายเกินไปหน่อย…..

 

สุดท้าย กฤษณ์ยิ้มแย้มไปอ่านเจอข้อความนึงในเวป bakachula

อ่านแล้วก็อยากจะเอามานำเสนอกัน เพื่อรับรู้ถึงความรู้สึกและบรรยากาศของบรรดาเหล่า staff  ในวันประกาศผลติดสิน…..

โดยคุณที่ใช้ login ว่า macci ครับ…..

 

 

คณะกรรมการจัดงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 64 ในส่วนเชียร์และพาเหรด ซึ่งประกอบด้วย อบจ. และทีมงานบอลที่ได้ลงแรงเพื่อทำงานครั้งนี้กว่า 200 ชีวิต

ในวันจันทร์ที่ผ่านมา (7 มิ.ย. 51) หลังจากทราบข่าวของการเลื่อนการจัดการแข่งขันฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 64 ที่สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) ทีมงานบอลในส่วนของนิสิต (เชียร์และพาเหรด) ได้มีการเรียกประชุมเพื่อชี้แจงข้อมูลต่างๆ ที่ถูกต้องตามแถลงข่าวของสนจ.

ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา หากใครที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุม คงทราบกันดีว่า ทุกๆ คนในที่ประชุมต่างรอคอยที่จะได้ฟังข้อสรุปจากทางผู้ใหญ่ ในเรื่องของการจัดงานฟุตบอลประเพณีฯ ครั้งที่ 64 นี้ นับเป็นการประชุมครั้งที่มีบรรยากาศตึงเครียดมากที่สุดในทุกครั้งของการประชุมที่ผ่านมา

ทีมงานบอลทุกฝ่าย ทั้งส่วนกลาง รองประธานจัดงานทั้ง 4 คน เลขานุการ เหรัญญิก HR กลุ่มตัวแทนนิสิต อำนวยการ 1 หนังสือ เสื้อ บัตร หาทุน บำเพ็ญประโยชน์ ตกแต่ง แลนด์มาร์ค อำนวยการ 2 สถานที่ สวัสดิการ ยานพาหนะ จราจร แสงเสียง พัสดุ เนื้อหา ขบวน การแสดง ดรัมเมเยอร์ ประสานสแตนด์ สวัสดิการสแตนด์ ชมรมเชียร์ เชียร์ลีดเดอร์ Devil Cheer CU Angel ประธานเชียร์ Creative stand ระดมพล PR PR ใน PR นอก สื่อพิเศษ โครงSupport สัปดาห์งานบอล เชียร์รวม ถนนนี้สีชมพู และผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเพื่อฟังคำตอบสุดท้าย

น่าเสียดายที่ประธานจัดงาน ไม่มีโอกาสได้เข้าประชุมครั้งนี้ด้วยตัวเอง เพราะมีความจำเป็นต้องรักษาตัวอยู่ที่บ้านด้วยอาการป่วย (แต่ได้ฟังผ่านทางโทรศัพท์)

ผมและรองประธานงานบอลอีกหนึ่งคน ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมครั้งนั้น

และเมื่อคำตอบสุดท้าย ได้ประกาศออกไป ทุกคนต่างนิ่งเงียบ

"อย่าคิดว่างานที่เราได้ทำมา เป็นเรื่องที่เสียเปล่า ขอให้ทุกคนที่ได้ร่วมงานมาด้วยกัน รู้สึกร่วมกันว่าแม้งานฟุตบอลประเพณีฯ ครั้งนี้ เราอาจจะเดินไปไม่ถึงปลายทาง ไม่มีโอกาสได้เห็นภาพของงานวันจริงดังที่ตั้งใจไว้ แต่ที่ผ่านมา ทุกคนคือผู้เสียสละ เราเดินทางมาด้วยกัน ระหว่างทางมีอุปสรรค มีความขัดแย้ง มีทั้งความทุกข์และความสุข ที่พวกเราต่างร่วมฝ่าฟันมาด้วยกัน ทุกคนอาจจะเสียใจ แต่ขอบอกไว้ว่า ภาพที่อยู่ตรงหน้าขณะนี้ เป็นภาพที่ทำให้ผมรู้สึกว่างานบอลครั้งนี้ ถึงจะไม่มีวันจริง แต่เราก็ได้เดินทางผ่านพ้นจุดมุ่งหมาย ทุกคนได้ทำงานของตนเองได้ดีที่สุดแล้ว งานที่เราทำไม่ใช่เพื่อใครคนหนึ่ง แต่เป็นงานที่ทำเพื่อมหาวิทยาลัย เพื่อความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองมหาวิทยาลัย เพื่อแสดงพลังให้สังคมภายนอกเห็น ตอนนี้เราได้เดินมาเกินกว่าครึ่งทาง เราทีมงานทุกคนสนิทกันเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ห้องอบจ. ในสี่เดือนที่ผ่านมาเป็นเหมือนบ้านที่อบอุ่นของทุกๆ คน สุดท้ายนี้ ในฐานะรองประธานงานฟุตบอลประเพณีฯ ครั้งที่ 64 ขอขอบคุณทุกคนที่ได้ร่วมเดินทางกันมาถึงจุดนี้ด้วยกัน มาเป็นเจ้าของงานบอลด้วยกัน มาทำงานที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ด้วยกัน ขอบคุณมากครับ"

หลายคนในห้องประชุม 1 ที่เราใช้ประชุมกันเป็นประจำ และใช้เป็นห้องถ่ายกระดาษตักแปรอักษร ได้หลั่งน้ำตาในวันนั้น ทั้งน้ำตาแห่งความเสียใจ และน้ำตา แห่งความสุขที่ได้ร่วมกันเป็นทีมงานบอลครั้งนี้ น้ำตาแห่งมิตรภาพ

ในวันนั้น เ